ว่าด้วย สายพันธุ์กาแฟ


                  ในปัจจุบัน วัฒนธรรมการทานกาแฟ กลายเป็นที่แพร่หลายมากมายทั่วโลก เริ่มมีผู้ที่ให้ความใส่ใจกับรสชาติลุ่มลึกนี้ขนาด ทำให้กาแฟในปัจจุบันยิ่งมีความเจาะจงในที่ปลูกมากขึ้นเรื่อยๆ ต้องมีการระบุถึงประเทศ ภูมิภาค และบางครั้งต้องบอกว่าปลูกที่พื้นที่บริเวณไหนเลยทีเดียว ผู้เชี่ยวชาญเรื่องกาแฟอาจจะถึงกับต้องประมูลกาแฟกันเลย โดยดูว่าเป็นล็อตหมายเลขเท่าใด  เหล่าเกษตรกรบางครั้งการใส่ปุ๋ยต้นกาแฟ ยังต้องดูแสงเงาจากพระจันทร์เลยทีเดียว



-ถุงกระสอบใส่เมล็ดกาแฟดิบที่ยังไม่ผ่านการคั่ว แต่ละถุงจะบอกที่มาของกาแฟ-


                   กาแฟแต่ละสายพันธุ์ จะถูกเรียกชื่อตามแหล่งที่ปลูกมันขึ้นมา ตัวอย่างชื่อพันธุ์ที่เราคุ้นๆ เช่น
*** ข้อมูลจากวิกิพีเดีย***
  • จาไมกา เป็นแหล่งผลิตกาแฟที่มีชื่อเสียงที่สุดของโลก บลูเมาน์เทน ซึ่งปลูกบนยอดเขาสูง ผลผลิตเกือบทั้งหมดถูกส่งออกไปประเทศญี่ปุ่น และที่เหลืออีกเล็กน้อยถูกส่งไป สหรัฐอเมริกา, สหราชอาณาจักร, และเยอรมนี ยี่ห้อที่มีชื่อเสียงคือ ไฮเมาน์เทนซูพรีม (Hign Mountain Supreme) และ ไพรม์วอชท์จาไมกัน (Prime Washed Jamaican)

    -ถุงบรรจุกาแฟ บลูเมาน์เทน สวยงามหรูหราสมค่ารามากครับ-



    -มาดูกันชัดๆ-
  • บราซิล ผลิตกาแฟเป็นอันดับ 1 ของโลก ยี่ห้อมีชื่อคือ บราซิเลียน ซานโตส (Brazillian Santos)
  • โคลัมเบีย ผลิตกาแฟเป็นอันดับ 2 ของโลก กาแฟที่มีชื่อคือ ซูรีโม (Suremo)
  • ฮาวาย กาแฟขึ้นชื่อคือ โคน่า (Kona)
  • อินโดนีเซีย
    • ชวา [Java] วิธีการเฉพาะของที่นี่คือ การบ่มในโกดังพิเศษเพื่อให้เมล็ดกาแฟเปลี่ยนสี และมีรสชาติที่ดี
    • สุมาตรา ผู้เชี่ยวชาญบางคนกล่าวว่า กาแฟแมนเฮลิงและอันโกลาของชวา มีรสชาติดีกว่าบลูเมาน์เทนและโคน่าเสียอีก
  • อินเดีย มีกาแฟรสชาติเฉพาะตัว ชื่อมอนซูน มาลาบาร์ (Monsooned Malabar)
  • เอธิโอเปีย ประชากร 1 ใน 4 ของประเทศมีรายได้จากอุตสาหกรรมกาแฟ กาแฟที่นี่มีลักษณะเฉพาะเนื่องจากมีกาแฟป่าปะปนอยู่ แต่นี่ก็เป็นสาเหตุให้รสชาติมีความไม่แน่นอนสูงด้วยเช่นกัน กาแฟที่มีชื่อเสียงคือ ฮารา ลองเบอรี่ (Harrar Longberry) , ซีดาโม (Sidamo) , และคาฟฟา (Kaffa)
  • เคนยา [Kenya] พิถีพิถันเรื่องคุณภาพมาก กาแฟที่มีคุณภาพที่สุดคือ "เคนยา AA" 


  • -ลวดลายของถุงใส่กาแฟ เคนย่า-

    ซึ่งในแต่ละสายพันธุ์ก็จะมีรสชาติ และกลิ่นที่แตกต่างกันออกไป เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละพันธุ์
    บรรจุภัณฑ์ที่ใช้ในแต่ละสายพันธุ์ ก้มีความประณีตแตกต่างกันไป
    _____________________________________________________________________________

    ที่กล่าวมาข้างต้น เป็นกาแฟสายพันธุ์ธรรมดา ทั่วไป
    มีกาแฟสายพันธุ์หนึ่ง ได้ชื่อว่า รสชาติลึกล้ำ และแพงที่สุดในโลกอีกด้วย


    Kopi Luwak หรือ กาแฟขี้ชะมด
    คำว่า Kopi ในภาษาอินโดนีเซีย แปลว่า  กาแฟ
    ส่วน Luwak หมายถึง ชะมดพันธุ์ Paradoxurus ที่อาศัยอยู่ในประเทศอินโดนีเซีย

    -ชะมดพันธุ์ Paradoxurus  น่ารักมั้ย?-

    เมื่อรวมทั้งสองคำ ก็คือ Kopi Luwak [อ่านว่า โกปิ ลูวะ] หมายถึง กาแฟขี้ชะมดนั่นเอง 
    สาเหตุที่เรียกชื่อเช่นนี้ก็เพราะกาแฟชนิดนี้นี่แหละเป็นผลผลิตที่ออกมาพร้อมกับขี้ชะมด


    กาแฟมันมาจากตัวชะมดได้ยังไง?
                            กาแฟชนิดนี้มาจากไร่บนเกาะสุมาตรา โดยเริ่มต้นจากชาวไร่กาแฟจะเลี้ยงชะมดพันธุ์พื้นเมืองนี้ไว้ในไร่กาแฟและปล่อยให้มันกินผลของกาแฟสุกที่อยู่ในไร่ เมื่อชะมดถ่ายมูลของมันออกมาก็จะมีเมล็ดกาแฟติดออกมาด้วย

     
    <<หน้าตากาแฟขี้ชะมดที่เพิ่งเก็บมาใหม่ๆ

    ใครคิดเอาขี้ชะมดมากินเนี่ย?
                          
    กาแฟขี้ชะมดเนี่ย แต่เดิมเป็นกาแฟสายพันธุ์ โรบัสต้า ราคาถูก มีชาวอินโด ไปเดินป่า แล้วพบเห็น
    ขี้ชะมด มีกาแฟที่ไม่ถูกย่อย ยังคงเป็นรูปเมล็ดอยู่ จึงเกิดความเสียดาย เอามาล้าง และลองคั่วชงทานดู ปรากฏว่าได้
    รสชาติและกลิ่นที่หอมหวน แปลกใหม่ เข้มข้น แบบที่โรบัสต้าเดิมให้ไม่ได้ [กาแฟโรบัสต้า ขึ้นชื่อเรื่องความเข้มข้นของ Body แต่อ่อนหรื่อกลิ่นและรสชาติ] ต่อมาจึงเกิดการเพาะเลี้ยงชะมด ในไร่กาแฟเป็นล่ำเป็นสันขึ้น เพื่อเพิ่มมูลค่าโรบัสต้า

    -มาดูกันชัดๆ จะเห็นได้ว่า เมล็ดกาแฟไม่ได้ถูกย่อย อยู่ในสภาพสมบูรณ์ทุกเมล็ด-


    ทำไมมันราคาแพงที่สุดในโลก?
                           คอกาแฟหลายคนเล่าว่ามีราคาแพงและหายากที่สุดก็เนื่องจากกระบวนการผลิตที่ซับซ้อนกว่าการปลูกกาแฟทั่วไป ชะมดเป็นสัตว์ที่กินยาก เลือกกินเฉพาะเมล็ดกาแฟที่สุกดีแล้วเท่านั้น ขณะที่ผลกาแฟอยู่ในท้องของตัวชะมดนั้นเมล็ดจะผสมกับเอมไซม์และสารเคมีที่อยู่ในกระบวนการย่อยของมัน ทำให้กาแฟชนิดนี้มีกลิ่นและลักษณะเฉพาะตัว
    ผู้เชี่ยวชาญกาแฟบางรายระบุว่ากาแฟที่เก็บจากมูลชะมดทำได้ยากกว่าเก็บจากต้นจึงทำให้กาแฟชนิดนี้มีราคาสูง
                           ขั้นตอนหลังจากนั้นก็จะเหมือนการทำกาแฟชนิดอื่นๆ ด้วยการนำไปล้างเอามูลชะมดออกให้หมดจด และขั้นตอนสุดท้ายคือนำไปคั่วเพื่อพร้อมที่จะนำส่งให้บรรดาร้านกาแฟต่อไป และด้วยขั้นตอนการได้มาของกาแฟขี้ชะมดยากแสนยากอย่างนี้ทำให้ในปีหนึ่งมีกาแฟชนิดนี้ออกมาสู่ตลาดเฉลี่ยปีละ 500 ปอนด์เท่านั้น
                         
                           สนนราคา ก็ ปอนด์ ละ 300$ เหรียญเท่านั้น อยากรู้เป็นเงินไทยเท่าไหร่ ก้ลองคูณดูละกัน

                           ถ้าใครอยากจะลองชิม ก็ต้องจ่ายถึง 500บาทต่อแก้ว คงไม่มีร้านกาแฟที่ไหนบ้าจี้เอามาชงขายนะ


    -บรรจุภันฑ์หรูหรา ถูกเก็บรักษาอย่างดี แถมขี้ชะมดในแท่งแก้วเพื่อยินยันว่าเป็นของจริง-


    -รสชาติล้ำลึกนอนอยู่ใน ถุงสีทองอร่ามถุงนี้-


    -ล่าสุด โกอินเตอร์ไป เตะตลาดสิงห์นักสูบกันแล้วซะงั้น-

    ________________________________________________________________________

    ปิดท้ายด้วยข่าวขำ วงการกาแฟ
    กาแฟขี้ชะมดโดนล้มแช้มป์ โดย "กาแฟลิง"

                            เมืองเกษตรกรรมอย่างไทยเรารู้จักใช้ประโยชน์จากมูลสัตว์โดยนำไปเป็นปุ๋ยบำรุงต้นไม้มานาน อีกทั้งรู้ว่าวัตถุดิบจากสัตว์บางชนิดสามารถนำไปเป็นส่วนประกอบของยารักษาโรคได้ ความมหัศจรรย์หนึ่งที่เกิดจากสัตว์แต่ไม่ได้ค้นพบในบ้านเรา ไปปรากฏที่อินโดนีเซีย คือขี้ชะมดนำไปทำกาแฟดื่มเรียกว่า กาแฟโกปิลูวัก (Kopi luwak) ก้าวขึ้นมาเป็นยอดกาแฟราคาแพงที่สุดในโลก แต่ล่าสุดกาแฟขี้ชะมดเสียแชมป์ด้านความอร่อยไปแล้วเมื่อนักชิมระดับโลกฟันธงว่ากาแฟขี้ชะมดรสชาติสู้ “กาแฟลิง” ไม่ได้ 

                           ทิฟฟานี โซเปอร์ ประชาสัมพันธ์ของ 49th Parallel บริษัทจำหน่ายกาแฟชื่อดังแห่งแคนาดา เผยกับเหยี่ยวข่าว Vancouver Sun ว่ายอดกาแฟน้องใหม่มาแรงดังกล่าวชื่อ India Devon Estate 795 Arabica ปรุงจากเมล็ดกาแฟที่ลิงวอกในอินเดียบ้วนออกมา ลิงวอก (Rhesus Monkey) ชื่อวิทยาศาสตร์ Macaca mulatta พบในภาคเหนือของไทย ในจีน และอัฟกานิสถานด้วย โซเปอร์เล่าว่าชาวไร่กาแฟในอินเดียนำเมล็ดกาแฟที่ลิงบ้วนทิ้งมาปรุงดื่มนานแล้ว แต่นำมาผสมกับเมล็ดกาแฟเก็บจากต้น ก่อนจะทดลองรสชาติกาแฟลิงล้วนๆเมื่อไม่นานที่ผ่านมา และพบว่ารสชาติโดนใจกว่า

                            ผู้เชี่ยวชาญเผยว่ากาแฟลิงกลิ่นหอมยวนใจ รสชาติกลมกล่อมปิดท้ายด้วยรสหวานฉ่ำลิ้น เป็นผลมาจากเมล็ดกาแฟที่ลิงเลือกไปกินเปลือกนอกและบ้วนส่วนที่เหลือออกมาเป็นเมล็ดที่สมบูรณ์และสุกเต็มที่ เว็บไซต์ Canada.com ระบุว่า ประธานคณะกรรมการตัดสินการปรุงกาแฟชิงแชมป์โลกเทคะแนนให้ India Devon Estate 795 Arabica ถึง 98 คะแนนจากคะแนนเต็ม 100 ส่วนกาแฟขี้ชะมดได้ 74 คะแนน ร้าน 49th Parallel ขายกาแฟลิงปรุงแบบ Espresso ที่สาขาในแวนคูเวอร์ ถ้วยละ 2.36 ดอลลาร์สหรัฐ (75.50 บาท)


    =โฉมหน้าเจ้าจ๋อผู้ล้มแช้มป์=

    ที่มา คอลัมน์ เรื่องเล่าต่างแดนสัตว์โลก จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้ วันสุข
    ปีที่ 9 ฉบับที่ 2288 ประจำวัน ศุกร์ ที่ 16 พฤษภาคม 2008

    ***มนุษย์ก็ช่างสรรหารสชาติใหม่ๆ ออกมาเรื่อยๆ เมืองไทยชาวเหนือเรา สักวันคงคิดกาแฟจากมูลช้างได้
    ต่อไปคงคิดว่า ต้องมีกาแฟแปลกๆมาอีกแน่นอน ไม่แน่ต่ออาจจะเป็น กาแฟขี้มนุษย์เราเองก็ได้ แต่ใครจะกิน ? ***

     

    edit @ 19 Jun 2008 19:52:08 by Dei

    edit @ 19 Jun 2008 19:53:52 by Dei

    Latte Art ศิลปะที่คุณดื่มได้

    posted on 10 Jun 2008 19:49 by icedlatte

    มารู้จัก คาเฟ่ ลาเต้ กันก่อน

    คำว่า ลาเต้ (Latte) มาจากภาษาอิตาลี แปลว่า "นม" ครับ
    ไม่แปลก ถ้าเราไปที่อิตาลี แล้วบอกบาริสต้าว่า Latte แก้วนึงครับ คุณจะได้นมสดร้อนแก้วนึงจริงๆ!!

    แต่ในประเทศอื่นๆ จะเข้าใจในฐานะกาแฟใส่นม
    ชื่อเต็มๆของลาเต้ คือ "caffè e latte" แต่เราๆนิยมเรียกกันสั้นๆว่า Latte นั่นแล

    อีกชื่อที่ใกล้เคียงกัน คือ "café au lait" เป็นภาษาฝรั่งเศส ซึ่งหมายถึงกาแฟใส่นมเช่นกัน


    -ชาวอิตาเลียนนิยมทานลาเต้ เป็นอาหารเช้า คู่กับขนมปังหรือเค้กสักชิ้น แค่นี้ก็อิ่มท้องไปช่วงนึงแล้ว-

    __________________________________________________________________________________

    ลาเต้ ต่างจาก คาปูชิโน ตรงไหน?

    กาแฟทั้งสองชนิด เป็นกาแฟ ชนิดที่ใส่นมทานเหมือนกัน
    จะต่างกันตรงที่ปริมาณนม และฟองนมบนหน้ากาแฟ

    โดยส่วนผสมของลาเต้ จะประกอบด้วย
    โดยการเท  shot espresso 1/3 ส่วน
    และนมร้อนอีก 2/3 ส่วน ลงในถ้วยพร้อมๆ กัน
    และจะหยอดโฟมนมหนาประมาณ 1 ซม.
    ทับข้างบน

    **ในที่นี้ Mocha cream ก็คือ Crema ครีมสีทองที่ลอยบนหน้ากาแฟหลังชงเสร็จ นั่นเอง
    -เมื่อทานลาเต้แล้วจะได้อารมณ์ ครีมๆ มันๆ คล้ายนมรสกาแฟครับ-

    +++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

    ส่วนคาปูชิโน จะประกอบด้วย
    อัตราส่วนของ shot espresso 1/3 ส่วน
    ผสมกับนมสตีม (นมร้อนผ่านไอน้ำ) 1/3 ส่วน
    และนมตีเป็นโฟมละเอียด 1/3 ส่วนลอยอยู่ด้านบน
    นอกจากนั้นอาจโรยหน้าด้วยผงชินาม่อน
    หรือ ผงโกโก้
    เล็กน้อยตามความชอบ 


    -คาปูชิโน จะให้รสกาแฟที่เข้มข้นกว่าลาเต้ และกลิ่นกาแฟที่แรงกว่าลาเต้
    คนที่ชอบทานคาปูชิโน จะละเลียดอารมณ์กับฟองนมหนานุ่มนั่นเอง-

    ____________________________________________________________________________________

    ต้นกำเนิด Latte Art

    ลาเต้อาร์ท เกิดขึ้นครั้งแรกที่อิตาลี ต้นกำเนิดวัฒนธรรมการทานกาแฟนั่นเอง
    ด้วยความที่อิตาลีเป็นเมืองแห่งศิลปะชั้นครู Barista ของที่นี่ จะเป็นผู้ที่มีวัยวุฒิและมีประสบการณ์โชกโชนแล้ว
    เมื่อเราไปบาร์ของที่นั่น จะไม่ค่อยพบวัยรุ่นทำงานชงกาแฟสักเท่าไห่ร

    ด้วยเหตุนี้เองคนอิตาเลียนจึงเป็นคนที่มีศิลปะอยู่ในหัวใจ ไม่ว่าจะหยิบจับอะไรเป็นศิลปะไปหมด
    ทำให้บาริสต้า เกิดความคิดในการสร้างลวดลายบนเครื่องดื่มของเค้า จากการเทฟองนมลงในกาแฟที่ทำอยู่ทุกวัน
    เพื่อสร้าความประทับใจให้แก่ลูกค้า จากนั้นลาเต้ อาร์ท ก็เริ่มเป็นที่แพร่หลาย ไปทั่วยุโรป อเมริกา และไทยเราด้วย

    อุปกรณ์สำหรับการทำ ลาเต้อาร์ท

    1.Pitcher ขนาดเหมาะมือ


    2. นมสด ที่มีปริมาณไขมันเยอะหน่อย
    [นมพร่องมันเนย หรือนมถั่วเหลือง จะสตรีมไม่ค่อยขึ้นฟอง และเนื้อไม่เนียนนะครับ]
     -แนะนำเป็นเมจิ แบบเพิ่มมันเนยครับ สตาร์บัคส์ก็ใช้แบบนี้-

    3.เครื่องชงแบบ เอสเปรสโซ
    [รุ่นไหนขนาดไหนก็ได้ มีมีก้านสำฟรับสตรีมนมสดได้]

    4. กาแฟ และแก้ว

    _________________________________________________________________________

    การทำลาเต้อาร์ท มีด้วยกัน 3 แบบ

    1. แบบ Free Pour  หรือการเทอิสระ
    เทคนิคลาเต้อาร์ทแบบนี้ต้องอาศัยความชำนาญ ของบาริสต้าอย่างมาก
    ทั้งความนิ่งของมือ สมาธิ การจับจังหวะ
    โดยการเทนมลงในถ้วยกาแฟที่มี เอสเพรสโซ ชอต อยู่ในถ้วย
    ด้วยลักษณะของการส่ายข้อมืออย่างเป็นจังหวะ จนเกิดเป็นลวดลายต่างๆ




    -ลวดลายที่เกิดการจาก Free pour จะมีหลักๆด้วยกัน 2ลายที่เป็นที่นิยม-

    1.1 Rosetta หรือลายใบไม้


    1.2 Heart ลายหัวใจ




    +++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

    2. แบบ Drag หรือการลาก
    เทคนิกการลาก การดเขี่ย การวาด สร้างลาย หยอด เป็นเทคนิคที่ง่าย ใครๆก็สามารถทำได้
    ไม่ต้องอาศัยเทคนิคมากๆ ต้องอาศัยขวดซอส ไม่ว่าจะเป็นชอกโกแลต หรือคาราเมล
    อีกทั้งอุปกรณ์การลาก ได้แก่ แท่งคอกเทล หรือไม้จิ้มฟันก็ได้



    2.1 การลากลาเต้อาร์ทสามารถสร้างลวดลายได้หลากหลายมาก ตามแต่จินตนาการ
    แต่ก็มีลายที่นิยมกันอยู่ไม่กี่ลาย ได้แก่


    -ลายดอกเบญมาศ-


    -ลายใยแมงมุม-

    ++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

    3. แบบผสม
    คือผสมเทคนิคทั้งการ เท และ ลากเข้าด้วยกัน
    เป็นการสร้างลายที่ยากขึ้น การทำประเภทนี้ต้องอาศัยเทคนิค และความเร็ว
    ต้องทำแข่งกับเวลา ที่กาแฟจะเย็นก่อนเสริฟถึงมือลูกค้า

    ลายแบบขั้น Advance


    -ลายนักกีฬาโต้คลื่น สร้างสรรค์มากครับ-



    -ลายนางฟ้า ฝีมือยุนอึนเฮ จาก coffee prince อันลือชื่อ-


    -ลายกระต่ายน้อย น่ารักมากครับ ผู้หญิงคงชอบ-


    -มีกระต่ายแล้ว ก็ต้องไม่ลืมน้องหมี เทดดี้-


    -อันนี้ฝีมือคนไทยครับ ลายจตุคาม กินแล้ว อยู่ดีมีสุข ร่ำรวยๆ-


    -ลายผีเสื้อครับ น่ารักมากๆ-


    -ปิดท้ายด้วยลายหมีแพนด้า อันลือชื่อ จาก entry เก่า-

    ____________________________________________________________________________________

    บทส่งท้าย
    ในเมืองไทยจะหาร้านที่มีลาเต้อาร์ทสวยๆ ค่อนข้างยาก เพราะร้านกาแฟชื่อดังต่างๆ
    จะต้องทำงานแข่งกับเวลาและแถวของลูกค้า ทำให้บาริสต้าไม่ได้ถูกเทรนให้มาทำลาเตอาร์ทในแต่ละถ้วย
    เรพาะมันเสียเวลาในการทำมาก และมีโอก่าผิดพลาดง่ายถ้าไม่ชำนาญ

    แต่บางร้านก็ทำเสริฟลูกค้า เช่น ร้านแบล๊คแคนยอน หรือร้านกาแฟอินดี้ทั้งหลาย

    การทำลาเต้อาร์ทนับว่าเป็นสเนห์อย่างหนึ่งของวงการกาแฟ
    เคยมีเรื่องเล่าน่ารักๆเรื่องหนึ่ง เกี่ยวกับการขอแต่งงานในร้านกาแฟ
    เมื่อเจ้าบ่าวมาขอร้องให้บาริสต้า ทำลาเต้อาร์ท ลายหัวใจข้างในมีระฆังวิวาห์อยู่
    เมื่อกาแฟถูกเสริฟ เจ้าบ่าวก็คุกเข่า ขอฝ่ายหญิงแต่งงาน
    ฝ่ายหญิงตอบรับด้วยการจิบกาแฟ แล้วตอบว่า ได้ค่ะ!! สร้างความปลาบปลื้มแก่บาริสต้าผู้ชงกาแฟแก้วนั้นมากๆ

    นอกจากนี้บาริสต้าที่ดี จะสร้างลาเต้อาร์ทตามอารมณ์ของลูกค้า
    เช่น เห็นลูกค้าเข้ามาด้วยใบหน้าเศร้าหมอง เมื่อสอบถามดูก็พบว่าเธอเพิ่งออกจากงาน
    บาริสต้าจึงทำลาเต้อาร์ทเป็นข้อความว่า สู้ๆ เป็นรูปชูสองนิ้ว ทำให้ลูกค้ามีกำลังใจ เป็นต้น

    บาริสต้าที่ดีจะจดจำ ราละเอียดที่ลูกค้าชอบ
    แล้วทำลายให้ตรงกับความชอบนั้น เช่น ลูกค้าคนนี้ชอบเลี้ยงกระต่ายมาก
    มาทีไรก็จะทำลายกระต่ายให้ สร้างความประทับใจแก่ลูกค้าเป็นอย่างมาก

    ลาเต้อาร์ท ศิลปะที่คุณดื่มได้!!


    -มองหา Latte Art ได้ที่ร้าน Black canyon ใกล้บ้านคุณ-

    ___________________________________________________________________

    ปิดท้ายด้วย บทคำคมที่โดนใจผมมาก จากเว็บร้อยตะวัน เกี่ยวกับ ลาเต้อาร์ท

    “ทุกแก้วของ Latte ของฉัน
    คือทุกแก้วของ Latte Art
    ศิลปบนฟองกาแฟ
    ที่ฉันใส่ลงไปด้วยใจ
    ลวดลายที่ไม่เคยซ้ำกัน
    ขึ้นอยู่กับว่า....
    คุณสังเกตุมันหรือป่าว....”


    ***ขอขอบคุณ ข้อมูลจากเว็บไซด์ต่างๆ และภาพสวยๆจากบาริสต้าผู้มีฝีมือ
    ขออนุญาตเจ้าของภาพทุกท่าน ที่นำภาพมาประกอบบทความ อาจจะไม่ได้ขอเจ้าตัวก่อน***

    ปล. ครั้งหน้าจะได้พบกับกาแฟที่แพงที่สุดในโลก กาแฟขี้ชะมดครับ

    edit @ 10 Jun 2008 21:35:23 by Dei

    ศิลปะ กับ กาแฟ

    posted on 06 Jun 2008 22:13 by icedlatte

    กาแฟนอกจากจะใช้เพียงชงดื่มแล้ว
    ยังสามารถสร้างสรรค์ศิลปะชั้นเลิศได้

    ได้ตั้งแต่เมล็ดกาแฟ
    สามารถทำอะไรได้หลายอย่างมากๆ


    ___________________________________________________________

    ตั้งแต่ เป็นกรอบรูป
    ตกแต่งร้านกาแฟของเรา ทำให้ได้บรรยากาศอบอุ่นได้

    -ใช้เมล็ดกาแฟ เพียงแค่ 3 เมล็ดก็สร้างกรอบรูปเก๋ๆได้แล้ว-

    ____________________________________________________________

    หรือจะเป็นเทียน กลิ่นกาแฟ
    จุดแล้วได้กลิ่นเหมือนอยู่ร้านกาแฟยังไงอย่างงั้น

    -เทียนอโรม่ากาแฟ เก๋ไก๋มากๆ-

    _____________________________________________________________

    รวมถึงเครื่องประดับ แนวๆที่ไม่มีใครเหมือนอีกต่างหาก


    -ตุ้มหู ที่ทำจากเมล็ดกาแฟ ดูขลังจริงๆ-


    -อันนี้ สาวคนไหนรักกาแฟ คงถูกใจกับสร้อยชิ้นนี้แน่ๆ-


    -มีสร้อยมีตุ้มหูแล้ว จะขาดกำไลไปได้อย่างไร-

    ________________________________________________________

    หรือจะมาแนวแปลกๆกว่าชาวบ้าน

    -ทำถ้วยมาจากกาแฟ ซะเลยกินทีคาเฟอีนกระจาย-


    -ใครจะคิดได้ เมาท์เอาเมล็ดกาแฟมาตกแต่ง-


    -เอาเมล็ดกาแฟมาจัดถาด ใต้แสงเทียน นอกจากจะได้บรรยากาศแล้ว ยังได้กลิ่นหอมด้วย-


    -รวมถึงของประดับบ้านอื่นๆอีกมากมาย-

    _________________________________________________________________________
    น้ำกาแฟยังสามารถสร้างลวดลาย แนวๆอาร์ทได้อีกด้วย



    -น้ำกาแฟก้นถ้วย ยังสามารถสร้าง ศิลปะบนกระดาษได้อีกด้วย-


    -ภาพนี้ใช้น้ำกาแฟ จุ่มพู่กันแล้ววาดลงบนกระดาษ จะได้สีที่เป็นเอกลักษณ์ดี ก็สวยไปอีกแบบ-
    ____________________________________________________________________________
    ศิลปะที่คุณดื่มได้
    เว็บไซด์
    www.costaricacoffeeart.com
    สามารถสร้างสรรค์ผลงานศิลปะจากผงกาแฟ
    คุณสามารถจะนำมันใส่กรอบ หรือนำมาดื่มก็ได้!!


    -ใช้ผงกาแฟที่บดแล้ว ทาลงบนกระดาษกรองสำหรับชงกาแฟ-


    -หรือทำลงบนวัสดุอื่นๆก็ได้-


    -ผลงานที่เสร็จแล้ว ก็มักจะใส่กรอบไว้ประดับบ้าน-


    -สุดท้ายใครอยากจะชิมผลงานศิลปะ ก็ทำได้ แต่ผมคงไม่กินหรอก เสียดายความสวยงาม-
    ___________________________________________________________________________
    *ขอขอบคุณภาพสวยๆจากสื่อและเว็บต่างๆครับ*

    ปล. คราวหน้าจะเป็นเรื่องของ Latte Art

    edit @ 7 Jun 2008 17:26:48 by Dei

    edit @ 7 Jun 2008 17:30:08 by Dei