Latte Art ศิลปะที่คุณดื่มได้

posted on 10 Jun 2008 19:49 by icedlatte

มารู้จัก คาเฟ่ ลาเต้ กันก่อน

คำว่า ลาเต้ (Latte) มาจากภาษาอิตาลี แปลว่า "นม" ครับ
ไม่แปลก ถ้าเราไปที่อิตาลี แล้วบอกบาริสต้าว่า Latte แก้วนึงครับ คุณจะได้นมสดร้อนแก้วนึงจริงๆ!!

แต่ในประเทศอื่นๆ จะเข้าใจในฐานะกาแฟใส่นม
ชื่อเต็มๆของลาเต้ คือ "caffè e latte" แต่เราๆนิยมเรียกกันสั้นๆว่า Latte นั่นแล

อีกชื่อที่ใกล้เคียงกัน คือ "café au lait" เป็นภาษาฝรั่งเศส ซึ่งหมายถึงกาแฟใส่นมเช่นกัน


-ชาวอิตาเลียนนิยมทานลาเต้ เป็นอาหารเช้า คู่กับขนมปังหรือเค้กสักชิ้น แค่นี้ก็อิ่มท้องไปช่วงนึงแล้ว-

__________________________________________________________________________________

ลาเต้ ต่างจาก คาปูชิโน ตรงไหน?

กาแฟทั้งสองชนิด เป็นกาแฟ ชนิดที่ใส่นมทานเหมือนกัน
จะต่างกันตรงที่ปริมาณนม และฟองนมบนหน้ากาแฟ

โดยส่วนผสมของลาเต้ จะประกอบด้วย
โดยการเท  shot espresso 1/3 ส่วน
และนมร้อนอีก 2/3 ส่วน ลงในถ้วยพร้อมๆ กัน
และจะหยอดโฟมนมหนาประมาณ 1 ซม.
ทับข้างบน

**ในที่นี้ Mocha cream ก็คือ Crema ครีมสีทองที่ลอยบนหน้ากาแฟหลังชงเสร็จ นั่นเอง
-เมื่อทานลาเต้แล้วจะได้อารมณ์ ครีมๆ มันๆ คล้ายนมรสกาแฟครับ-

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ส่วนคาปูชิโน จะประกอบด้วย
อัตราส่วนของ shot espresso 1/3 ส่วน
ผสมกับนมสตีม (นมร้อนผ่านไอน้ำ) 1/3 ส่วน
และนมตีเป็นโฟมละเอียด 1/3 ส่วนลอยอยู่ด้านบน
นอกจากนั้นอาจโรยหน้าด้วยผงชินาม่อน
หรือ ผงโกโก้
เล็กน้อยตามความชอบ 


-คาปูชิโน จะให้รสกาแฟที่เข้มข้นกว่าลาเต้ และกลิ่นกาแฟที่แรงกว่าลาเต้
คนที่ชอบทานคาปูชิโน จะละเลียดอารมณ์กับฟองนมหนานุ่มนั่นเอง-

____________________________________________________________________________________

ต้นกำเนิด Latte Art

ลาเต้อาร์ท เกิดขึ้นครั้งแรกที่อิตาลี ต้นกำเนิดวัฒนธรรมการทานกาแฟนั่นเอง
ด้วยความที่อิตาลีเป็นเมืองแห่งศิลปะชั้นครู Barista ของที่นี่ จะเป็นผู้ที่มีวัยวุฒิและมีประสบการณ์โชกโชนแล้ว
เมื่อเราไปบาร์ของที่นั่น จะไม่ค่อยพบวัยรุ่นทำงานชงกาแฟสักเท่าไห่ร

ด้วยเหตุนี้เองคนอิตาเลียนจึงเป็นคนที่มีศิลปะอยู่ในหัวใจ ไม่ว่าจะหยิบจับอะไรเป็นศิลปะไปหมด
ทำให้บาริสต้า เกิดความคิดในการสร้างลวดลายบนเครื่องดื่มของเค้า จากการเทฟองนมลงในกาแฟที่ทำอยู่ทุกวัน
เพื่อสร้าความประทับใจให้แก่ลูกค้า จากนั้นลาเต้ อาร์ท ก็เริ่มเป็นที่แพร่หลาย ไปทั่วยุโรป อเมริกา และไทยเราด้วย

อุปกรณ์สำหรับการทำ ลาเต้อาร์ท

1.Pitcher ขนาดเหมาะมือ


2. นมสด ที่มีปริมาณไขมันเยอะหน่อย
[นมพร่องมันเนย หรือนมถั่วเหลือง จะสตรีมไม่ค่อยขึ้นฟอง และเนื้อไม่เนียนนะครับ]
 -แนะนำเป็นเมจิ แบบเพิ่มมันเนยครับ สตาร์บัคส์ก็ใช้แบบนี้-

3.เครื่องชงแบบ เอสเปรสโซ
[รุ่นไหนขนาดไหนก็ได้ มีมีก้านสำฟรับสตรีมนมสดได้]

4. กาแฟ และแก้ว

_________________________________________________________________________

การทำลาเต้อาร์ท มีด้วยกัน 3 แบบ

1. แบบ Free Pour  หรือการเทอิสระ
เทคนิคลาเต้อาร์ทแบบนี้ต้องอาศัยความชำนาญ ของบาริสต้าอย่างมาก
ทั้งความนิ่งของมือ สมาธิ การจับจังหวะ
โดยการเทนมลงในถ้วยกาแฟที่มี เอสเพรสโซ ชอต อยู่ในถ้วย
ด้วยลักษณะของการส่ายข้อมืออย่างเป็นจังหวะ จนเกิดเป็นลวดลายต่างๆ




-ลวดลายที่เกิดการจาก Free pour จะมีหลักๆด้วยกัน 2ลายที่เป็นที่นิยม-

1.1 Rosetta หรือลายใบไม้


1.2 Heart ลายหัวใจ




+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

2. แบบ Drag หรือการลาก
เทคนิกการลาก การดเขี่ย การวาด สร้างลาย หยอด เป็นเทคนิคที่ง่าย ใครๆก็สามารถทำได้
ไม่ต้องอาศัยเทคนิคมากๆ ต้องอาศัยขวดซอส ไม่ว่าจะเป็นชอกโกแลต หรือคาราเมล
อีกทั้งอุปกรณ์การลาก ได้แก่ แท่งคอกเทล หรือไม้จิ้มฟันก็ได้



2.1 การลากลาเต้อาร์ทสามารถสร้างลวดลายได้หลากหลายมาก ตามแต่จินตนาการ
แต่ก็มีลายที่นิยมกันอยู่ไม่กี่ลาย ได้แก่


-ลายดอกเบญมาศ-


-ลายใยแมงมุม-

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

3. แบบผสม
คือผสมเทคนิคทั้งการ เท และ ลากเข้าด้วยกัน
เป็นการสร้างลายที่ยากขึ้น การทำประเภทนี้ต้องอาศัยเทคนิค และความเร็ว
ต้องทำแข่งกับเวลา ที่กาแฟจะเย็นก่อนเสริฟถึงมือลูกค้า

ลายแบบขั้น Advance


-ลายนักกีฬาโต้คลื่น สร้างสรรค์มากครับ-



-ลายนางฟ้า ฝีมือยุนอึนเฮ จาก coffee prince อันลือชื่อ-


-ลายกระต่ายน้อย น่ารักมากครับ ผู้หญิงคงชอบ-


-มีกระต่ายแล้ว ก็ต้องไม่ลืมน้องหมี เทดดี้-


-อันนี้ฝีมือคนไทยครับ ลายจตุคาม กินแล้ว อยู่ดีมีสุข ร่ำรวยๆ-


-ลายผีเสื้อครับ น่ารักมากๆ-


-ปิดท้ายด้วยลายหมีแพนด้า อันลือชื่อ จาก entry เก่า-

____________________________________________________________________________________

บทส่งท้าย
ในเมืองไทยจะหาร้านที่มีลาเต้อาร์ทสวยๆ ค่อนข้างยาก เพราะร้านกาแฟชื่อดังต่างๆ
จะต้องทำงานแข่งกับเวลาและแถวของลูกค้า ทำให้บาริสต้าไม่ได้ถูกเทรนให้มาทำลาเตอาร์ทในแต่ละถ้วย
เรพาะมันเสียเวลาในการทำมาก และมีโอก่าผิดพลาดง่ายถ้าไม่ชำนาญ

แต่บางร้านก็ทำเสริฟลูกค้า เช่น ร้านแบล๊คแคนยอน หรือร้านกาแฟอินดี